กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) นับพื้นที่ประสบอุทกภัยในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาได้ 16 อำเภอ ณ เวลา 06.00 น. ของวันที่ 8 ตุลาคม 2569 รวม 205 ตำบล 1,372 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 59,928 ครัวเรือน เสียชีวิต 1 ราย และระดับน้ำยังเพิ่มขึ้น [1] ขณะที่ยอดรวมของจังหวัดในวันเดียวกันอยู่ที่ 61,365 ครัวเรือน ใน 1,361 หมู่บ้าน [2]
น้ำท่วมครั้งนี้เริ่มต้นเมื่อวันที่ 22 กันยายน หลังกรมชลประทานปรับเพิ่มการระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยาจาก 1,300 เป็น 1,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และแม่น้ำน้อยล้นตลิ่งในอำเภอเสนา ทำให้ระดับน้ำสูงจากพื้นดินราว 1 เมตร [3] อัตราการระบายเพิ่มขึ้นเป็น 2,500 ลบ.ม./วินาทีเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม [4] และกรมชลประทานเริ่มทยอยลดลงเหลือ 2,350 ลบ.ม./วินาทีเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม [5]
ความลึกของน้ำที่ชุมชนต่าง ๆ รายงานเข้ามาอยู่ในช่วงราว 1-3 เมตร เมื่อวันที่ 26 กันยายน ผู้ว่าราชการจังหวัดลงพื้นที่อำเภอบางบาล เสนา และพระนครศรีอยุธยา พบบางพื้นที่น้ำสูงประมาณ 150 ซม. [6] ส่วนชาวบ้านกระทุ่ม อำเภอเสนา ประเมินว่าน้ำลึก 2-3 เมตรเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม [7]
เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม น้ำเจ้าพระยาที่อำเภอพระนครศรีอยุธยาสูงกว่าตลิ่ง 1.01 เมตร และที่อำเภอเสนาสูงกว่าตลิ่ง 2.70 เมตร [8] ผู้เสียชีวิต 1 รายอยู่ในอำเภอเสนา และเป็นการจมน้ำ [9]
แม่น้ำป่าสักก็ยังสูงเช่นกัน เขื่อนพระราม 6 ระบายน้ำ 719 ลบ.ม./วินาที และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เมื่อเวลา 06.00 น. ของวันที่ 6 ตุลาคม โดยคาดว่าระดับน้ำท้ายเขื่อนจะเพิ่มขึ้น 1.00-1.20 เมตร [10]
คาดว่าจะมีฝนระลอกใหม่ในช่วงวันที่ 9-13 ตุลาคม [5] ตัวเลขครัวเรือนที่ประสบภัยแตกต่างกันไปตามหน่วยงานและวันที่รายงาน บทความนี้จึงระบุตัวเลขทุกค่าพร้อมวันที่
Krap AI เป็นแพลตฟอร์มฟรีที่พัฒนาขึ้นโดยอาสาสมัคร เพื่อสนับสนุนอนาคตด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ของประเทศไทย ใช้สนทนาทั่วไปได้ และอยู่ระหว่างการพัฒนาเพื่อให้พยากรณ์น้ำท่วมได้โดยประมวลผลข้อมูลเปิด ซึ่งเป็นขีดความสามารถสำคัญในการรับมือภัยพิบัติทางธรรมชาติอย่างน้ำท่วมในประเทศไทย
คุณสามารถสนทนากับ Krap AI เพื่อรับข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับอุทกภัยในพระนครศรีอยุธยา แม้ Krap AI จะใช้โมเดล AI ด้านน้ำท่วมของตนเองโดยเฉพาะ แต่ก็สามารถใช้โมเดล AI อื่นสำรองได้ในช่วงที่มีผู้ใช้งานหนาแน่น
เมื่อวันที่ 20 กันยายน กรมชลประทานเตือนว่าเขื่อนเจ้าพระยาจำเป็นต้องระบายน้ำราว 1,000-1,300 ลบ.ม./วินาที ซึ่งจะทำให้ระดับน้ำท้ายเขื่อนสูงขึ้น 0.50-1.50 เมตร โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำนอกคันกั้นน้ำในอำเภอเสนา ผักไห่ บางบาล พระนครศรีอยุธยา บางปะอิน และบางไทร [11] รายงานน้ำเข้าบ้านเรือนที่ระบุวันที่ชัดเจนฉบับแรกสุดมาจากวันที่ 22 กันยายน เมื่อกรมชลประทานเพิ่มการระบายจาก 1,300 เป็น 1,500 ลบ.ม./วินาที ระหว่างเวลา 07.00-15.00 น. และชาวบ้านตำบลบางชะนี อำเภอบางบาล เล่าว่าน้ำเจ้าพระยาเริ่มเอ่อล้นเข้าท่วมบ้านเรือน [12]
ชาวบ้านหมู่ 2 ตำบลบ้านกระทุ่ม อำเภอเสนา เล่าว่าแม่น้ำน้อยค่อย ๆ ขึ้นมาราว 4 วัน และถึงระดับอกในวันนั้น [3] ส่วนชาวบ้านตำบลท่าดินแดง อำเภอผักไห่ เล่าว่าน้ำขึ้นเกือบ 1 เมตรต่อวัน จากปกติวันละ 10-20 ซม. [13]
| วันที่ | การระบายน้ำเขื่อนเจ้าพระยา (ลบ.ม./วินาที) |
|---|---|
| 21 กันยายน [14] | ทยอยเพิ่มจาก 990 ไปสู่ 1,000-1,300 |
| 22 กันยายน [12] | 1,300 เป็น 1,500 |
| 23 กันยายน [15] | 1,620 |
| 24 กันยายน [16] | 1,750 |
| 25 กันยายน [17] | 1,900 |
| 26 กันยายน [18] | 1,850 |
| 29 กันยายน [19] | 2,000 |
| 30 กันยายน [20] | 2,300 |
| 2 ตุลาคม [21] | 2,400 |
| 3 ตุลาคม [4] | 2,500 |
| 8 ตุลาคม [5] | ทยอยลดเป็นขั้นบันไดจาก 2,500 เหลือ 2,350 |
ตัวเลขจากแต่ละแหล่งไม่ตรงกันในบางวัน เมื่อวันที่ 29 กันยายน จังหวัดระบุ 1,950 ขณะที่กรมชลประทานระบุ 2,000 และเมื่อวันที่ 30 กันยายน มีรายงานหนึ่งอ้างว่ากรมชลประทานประกาศเพิ่มเป็น 2,500 [22] ตัวเลขทุกค่าในที่นี้จึงเป็นไปตามที่หน้าข่าวที่อ้างอิงระบุไว้
ความลึกมาจากทั้งเจ้าหน้าที่และชาวบ้าน ซึ่งประเมินด้วยสายตา ตารางต่อไปนี้แยกที่มาของแต่ละค่าไว้
| สถานที่ | วันที่ | ความลึกที่รายงาน |
|---|---|---|
| หมู่ 2 ตำบลบ้านกระทุ่ม อำเภอเสนา [3] | 22 กันยายน | ประมาณ 1 เมตรจากพื้นดิน ระดับอก |
| หมู่ 1 ตำบลท่าดินแดง อำเภอผักไห่ [13] | 24 กันยายน | ประมาณ 1 เมตร |
| อำเภอบางบาล เสนา และพระนครศรีอยุธยา ผู้ว่าราชการจังหวัดลงพื้นที่ [6] | 26 กันยายน | บางพื้นที่ประมาณ 150 ซม. |
| หมู่ 6 ตำบลบ้านโพธิ์ อำเภอเสนา [22] | 30 กันยายน | สูงกว่า 1.70 เมตร |
| หมู่ 1 ตำบลบ้านเลน อำเภอบางปะอิน [23] | 2 ตุลาคม | ถนนสูงกว่า 1 เมตร ในชุมชนประมาณ 1.70 เมตร |
| หมู่ 1 และ 2 ตำบลสนามชัย อำเภอบางไทร [4] | 3 ตุลาคม | ประมาณ 1.80 เมตร |
| หมู่ 9 ตำบลบ้านป้อม อำเภอพระนครศรีอยุธยา [24] | 5 ตุลาคม | ประมาณ 1.2-1.5 เมตร |
| ตำบลบ้านกุ่ม อำเภอบางบาล [25] | 5 ตุลาคม | บางจุด 2-3 เมตร เป็นการประเมินของชาวบ้าน |
| หมู่ 7 ตำบลบ้านกระทุ่ม อำเภอเสนา [7] | 6 ตุลาคม | 2-3 เมตร |
| หมู่ 4 ตำบลขนอนหลวง อำเภอบางปะอิน [26] | 6 ตุลาคม | ประมาณ 1.80 เมตร บางจุดสูงถึง 3 เมตร |
| ชุมชนวัดบ้านเลนสระกระจับ อำเภอบางปะอิน [2] | 8 ตุลาคม | เกือบ 2 เมตร |
ชุมชนเหล่านี้จำนวนมากเข้าถึงได้ด้วยเรือเท่านั้น และชาวบ้านหมู่ 7 ตำบลบ้านกระทุ่ม เล่าว่าน้ำขึ้นเกือบ 2 เมตรใน 3 วันแรก [7]
นายกเทศมนตรีนครพระนครศรีอยุธยาแจ้งเมื่อวันที่ 28 กันยายนว่าทุกเส้นทางยังสัญจรได้ และโบราณสถานยังเปิดให้เข้าชม [27] เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม ผู้ว่าราชการจังหวัดระบุว่าเส้นทางหลักไม่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม โดยไม่ระบุหมายเลขทางหลวง [8]
แต่ถนนในพื้นที่เล่าเรื่องอีกแบบ ที่ตำบลบ้านเลน อำเภอบางปะอิน ถนนถูกน้ำท่วมสูงกว่า 1 เมตรเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม และรถต้องจอดริมทางหลวงหมายเลข 3477 สายอยุธยา-บางปะอิน สายใน [23] เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม รถยังเข้าออกชุมชนวัดบ้านเลนสระกระจับไม่ได้ ชาวบ้านต้องใช้เรือและนำรถไปจอดริมทางหลวงหมายเลข 3477 [2]
เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม น้ำเอ่อล้นข้ามทางหลวงหมายเลข 3454 สายเสนา-ผักไห่ หลายจุด และหมวดทางหลวงเร่งปั้นแนวคันดินกันน้ำข้ามถนน [7] ก่อนหน้านั้นในวันที่ 5 ตุลาคม ผู้ว่าราชการจังหวัดตรวจแนวคันดินที่ตำบลหัวเวียง ซึ่งทำไว้เพื่อรักษาผิวจราจรให้สัญจรได้ [28] ที่วัดโปรดสัตว์ อำเภอบางปะอิน ทหารสร้างสะพานไม้บริเวณทางเข้า [26]
นายกรัฐมนตรีระบุเมื่อวันที่ 6 ตุลาคมว่า อำเภอบางบาลอยู่ในกลุ่มพื้นที่ที่มีน้ำท่วมขังต่อเนื่องและบางแห่งเส้นทางถูกตัดขาด โดยไม่ระบุว่าเป็นเส้นทางใด [29] ทั้งนี้ยังไม่มีการเผยแพร่รายชื่อถนนในอยุธยาที่ถูกปิดแบบระบุกิโลเมตร
ปภ. รายงานพื้นที่ประสบภัย 16 อำเภอ ได้แก่ เสนา บางบาล ผักไห่ บางไทร พระนครศรีอยุธยา บางปะอิน บางปะหัน ลาดบัวหลวง อุทัย นครหลวง วังน้อย ท่าเรือ ภาชี บ้านแพรก บางซ้าย และมหาราช [1] ตัวเลขเพิ่มขึ้นจาก 6 อำเภอ 5,835 ครัวเรือนเมื่อวันที่ 24 กันยายน [13]
เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม นายอำเภอบางบาลนับผู้ได้รับผลกระทบ 16 ตำบล 102 หมู่บ้าน 6,652 ครัวเรือน และ 15,614 คน เนื่องจากพื้นที่ส่วนใหญ่ของอำเภอเป็นที่ลุ่มริมแม่น้ำเจ้าพระยาและทำหน้าที่เป็นพื้นที่รับน้ำ [30] ที่ตำบลบ้านกุ่ม บางบ้านน้ำท่วมถึงชั้น 2 และบางครอบครัวออกไปเช่าห้องพักที่อื่น [25]
ในอำเภอเสนา ตำบลบ้านแพนถูกน้ำท่วมทั้ง 9 หมู่บ้าน และจังหวัดเตรียมถุงยังชีพสำหรับ 654 ครัวเรือน [28] น้ำจากแม่น้ำน้อยและคลองเจ้าเจ็ด-บางยี่หนล้นตลิ่งเข้าท่วมหมู่ 6 ตำบลบ้านโพธิ์ [22]
รอบเกาะเมืองอยุธยา แม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำป่าสักสูงขึ้นและเริ่มเอ่อล้นเข้าพื้นที่ของวัดหลายแห่งเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม [31] ที่ตำบลบ้านป้อม ชาวบ้านหมู่ 9 กว่า 80 หลังคาเรือนได้รับผลกระทบ หลังน้ำเข้าท่วมตั้งแต่วันที่ 25 กันยายน [24]
อำเภอบางปะอินมีผู้ได้รับผลกระทบ 14 ตำบล 116 หมู่บ้าน 8,817 ครัวเรือนเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม [26] ส่วนวันที่ 7 ตุลาคม ตลาดบ้านเลนชั้นในมีน้ำท่วมขัง 10-15 ซม. และน้ำทะเลหนุนทำให้การระบายน้ำช้าลงตลอดคืน [9]
เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม รองนายกเทศมนตรีตำบลท่าเรือระบุว่า มีครัวเรือนริมแม่น้ำป่าสักในอำเภอท่าเรือถูกน้ำท่วมแล้วราว 2,234 ครัวเรือน [32] ปภ. ระบุอำเภอท่าเรือ นครหลวง พระนครศรีอยุธยา และบางปะหัน เป็นพื้นที่เฝ้าระวังริมแม่น้ำป่าสัก [32]
ตัวเลขของ ปภ. ในจังหวัดเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จังหวัดประกาศเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัยและเขตให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยแล้ว 5 อำเภอ ภายในวันที่ 25 กันยายน [17] และผู้ว่าราชการจังหวัดระบุเมื่อวันที่ 5 ตุลาคมว่าประกาศไปแล้ว 14 อำเภอ [33] ตัวเลขของศูนย์ข้อมูลระดับประเทศของ ปภ. กับของสำนักงานจังหวัดต่างกัน จึงแสดงไว้ทั้งสองชุด
| วันที่และแหล่งข้อมูล | อำเภอ | หมู่บ้าน | ครัวเรือน |
|---|---|---|---|
| 24 กันยายน สำนักงานจังหวัด [13] | 6 | 285 | 5,835 |
| 30 กันยายน สำนักงานจังหวัด [22] | 13 | 1,081 | 42,286 |
| 2 ตุลาคม ตัวเลขของจังหวัด [21] | 16 | 1,200 | 48,704 |
| 5 ตุลาคม เวลา 06.00 น. ปภ. [34] | 16 | 1,346 | 53,831 |
| 6 ตุลาคม เวลา 06.00 น. ปภ. [35] | 16 | 1,369 | 56,284 |
| 6 ตุลาคม สำนักงานจังหวัด [36] | 16 | 1,338 | 59,633 |
| 7 ตุลาคม เวลา 06.00 น. ปภ. [37] | 16 | 1,371 | 59,633 |
| 8 ตุลาคม เวลา 06.00 น. ปภ. [1] | 16 | 1,372 | 59,928 |
| 8 ตุลาคม ยอดรวมของจังหวัด [2] | 16 | 1,361 | 61,365 |
มีผู้เสียชีวิต 1 รายตั้งแต่วันที่ 29 กันยายน ในอำเภอเสนา และเป็นการจมน้ำ [9] ยังไม่มีการเผยแพร่ตัวเลขผู้บาดเจ็บหรือผู้สูญหายของจังหวัด
เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม จุดที่น้ำล้นตลิ่งสูงสุดจาก 22 จุดใน 7 จังหวัด คือสะพานหัวเวียง อำเภอเสนา ที่ร้อยละ 126.47 ของความจุตลิ่ง บ้านบางหลวงโดด อำเภอบางบาล อยู่ที่ร้อยละ 120.2 และคลองบางบาลอยู่ที่ร้อยละ 117.99 [38]
เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม แม่น้ำเจ้าพระยาที่อำเภอพระนครศรีอยุธยาอยู่ที่ 5.36 ม.รทก. สูงกว่าตลิ่ง 1.01 เมตร และที่อำเภอเสนา 5.45 ม.รทก. สูงกว่าตลิ่ง 2.70 เมตร [8] สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ระบุว่าริมฝั่งเจ้าพระยาและแม่น้ำน้อยอาจเพิ่มขึ้นราว 10 ซม. ในวันนั้น [39]
เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม สทนช. ระบุว่าระดับน้ำเหนือเขื่อนลดลงชั่วโมงละ 1-2 ซม. และปริมาณน้ำที่อำเภอบางไทรยังอยู่ที่ 2,100 ลบ.ม./วินาที [40]
เมื่อวันที่ 29 กันยายน กรมชลประทานแจ้งว่าเขื่อนพระราม 6 ระบายน้ำ 647.25 ลบ.ม./วินาที เกินระดับวิกฤตที่ 550 ขณะที่เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์เก็บกักน้ำร้อยละ 102.27 ของความจุ [19] กรมชลประทานวางแผนเพิ่มการระบายเป็น 700, 750 และ 800 ลบ.ม./วินาที ในวันที่ 1, 2 และ 3 ตุลาคม โดยคาดว่าแม่น้ำป่าสักจะสูงขึ้น 1.00-1.50 เมตร [41]
เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม เขื่อนเปิดบานครบ 6 บาน ระบายน้ำ 531.45 ลบ.ม./วินาที ขณะที่คลองระพีพัฒน์และคลองนครหลวงเต็มความจุราวร้อยละ 100 [32]
ตัวเลขช่วงหลังจากแต่ละหน้าข่าวไม่ตรงกัน คือ 616 เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม [4] และวันที่ 4 ตุลาคม จังหวัดระบุ 612 [8] แต่ สทนช. ระบุ 655 [39] ส่วนวันที่ 6 ตุลาคม กรมชลประทานระบุ 719 เมื่อเวลา 06.00 น. [10] ขณะที่หน้าข่าวอื่นระบุ 720 [36] และ 675 [26]
เมื่อเวลา 06.00 น. ของวันที่ 6 ตุลาคม เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์เก็บกัก 944 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือร้อยละ 108 และระบายน้ำ 500 ลบ.ม./วินาที [10]
พื้นที่เฝ้าระวังในอำเภอท่าเรือ ได้แก่ ตำบลท่าเรือ ท่าหลวง จำปา ท่าเจ้าสนุก ศาลาลอย วังแดง โพธิ์เอน และปากท่า [10]
นายกเทศมนตรีนครฯ ระบุเมื่อวันที่ 28 กันยายนว่าโบราณสถานและวัดสำคัญยังเปิดให้เข้าชม [27] และผู้ว่าราชการจังหวัดระบุเมื่อวันที่ 4 ตุลาคมว่านักท่องเที่ยวเที่ยวชมสถานที่ท่องเที่ยวได้ตามปกติ [8] กรมศิลปากรติดตั้งแนวบังเกอร์สำเร็จรูปที่วัดไชยวัฒนาราม สูง 1.90 เมตร ยาวราว 165 เมตร จำนวน 138 แผ่น พร้อมเครื่องสูบน้ำอัตโนมัติ [17]
เมื่อวันที่ 26 กันยายน น้ำเจ้าพระยาล้นเข้าท่วมพื้นที่ชั้นนอกของวัดแห่งนี้ สูงประมาณ 30 ซม. หน้าแนวป้องกัน [42] เทศบาลนครวางแนวคันดินตามถนนอู่ทอง และติดตั้งแบริเออร์ยาว 450 เมตรหน้าเจดีย์พระศรีสุริโยทัย [27] ส่วนที่วัดเชิงท่า กรมศิลปากรวางกระสอบทรายกว่า 2,000 ใบ และเฝ้าระวัง 2 จุดเสี่ยงข้างแนวกำแพงเก่า [31]
เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม จังหวัดเตรียมศูนย์พักพิง 197 แห่งใน 16 อำเภอ มีผู้เข้าพักแล้ว 9 แห่ง รวม 27 ครัวเรือน และแจ้งสายด่วน 1669 และ 1784 [8] บนเกาะเมือง ศูนย์พักพิงโรงเรียนวัดแม่นางปลื้มมี 3 ครัวเรือน และโรงเรียนวัดศาลาปูนมี 17 ครัวเรือน [43]
เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม ศูนย์พักพิงโรงเรียนวัดโคกหิรัญ อำเภอบางบาล มีผู้ประสบภัยพักอาศัยราว 180 คน และหน่วยทหารพัฒนานำรถประปาสนามและรถสุขาเคลื่อนที่เข้าสนับสนุน [44]
เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม บริษัทจดทะเบียนแห่งหนึ่งส่งมอบถุงยังชีพ 2,600 ชุดให้จังหวัด [33] กระทรวงคมนาคมและภาคีส่งถุงยังชีพกว่า 3,000 ชุด รวมถึงอำเภออุทัย บางไทร พระนครศรีอยุธยา และเสนา แห่งละ 700 ชุด [45] และสภากาชาดไทยมอบชุดธารน้ำใจ 200 ชุดแก่ผู้ประสบภัยอำเภอบางบาลเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม [30]
ผู้ว่าราชการจังหวัดสั่งการให้อำเภออำนวยความสะดวกในการบันทึกข้อมูลเพื่อขอรับเงินเยียวยา 9,000 บาท และระบุว่าจังหวัดได้ขอให้รัฐบาลพิจารณาระบายน้ำเข้าทุ่งรับน้ำที่เก็บเกี่ยวแล้ว [46] ตามแนวทางของ ปภ. หน่วยงานเลิกเรียกสำเนาบัตรประชาชนและทะเบียนบ้านในการช่วยเหลือผู้ประสบภัย [47] ทั้งนี้ยังไม่มีการเผยแพร่จำนวนผู้ยื่นขอหรือจำนวนการจ่ายเงินในอยุธยา
รองนายกรัฐมนตรีระบุเมื่อวันที่ 26 กันยายนว่าจะผันน้ำเข้าทุ่งรับน้ำในจังหวัดสุพรรณบุรีและอ่างทอง เพราะเกษตรกรบางพื้นที่เริ่มเก็บเกี่ยวแล้ว [42] ชาวบ้านตำบลบ้านกุ่มขอให้ระบายน้ำเข้าทุ่งที่ยังไม่เปิดรับน้ำ [25]
นิคมอุตสาหกรรมนครหลวง บางปะอิน และบ้านหว้า (ไฮเทค) เฝ้าติดตามระดับน้ำตลอด 24 ชั่วโมง [48] ยังไม่มีรายงานว่าน้ำเข้าท่วมนิคมแห่งใด
กรมชลประทานแจ้งเมื่อวันที่ 8 ตุลาคมว่าสถานการณ์ลุ่มน้ำเจ้าพระยาเริ่มดีขึ้น และกำลังทยอยลดการระบายน้ำเขื่อนเจ้าพระยาเป็นขั้นบันได พร้อมเฝ้าระวังฝนระลอกใหม่ในช่วงวันที่ 9-13 ตุลาคม [5] โปรดติดตามประกาศเตือนภัยล่าสุดของกรมอุตุนิยมวิทยาสำหรับพื้นที่ของท่าน
มีรายงานน้ำเข้าบ้านเรือนครั้งแรกเมื่อวันที่ 22 กันยายน 2569 หลังการระบายน้ำเขื่อนเจ้าพระยาเพิ่มเป็น 1,500 ลบ.ม./วินาที [3]
ปภ. นับได้ 59,928 ครัวเรือนใน 16 อำเภอ เมื่อเวลา 06.00 น. ของวันที่ 8 ตุลาคม 2569 [1]
1 ราย ในอำเภอเสนา เป็นการจมน้ำ [9]
เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม เขื่อนเจ้าพระยาลดการระบายน้ำเหลือ 2,350 ลบ.ม./วินาที จาก 2,500 [5]
เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม ผู้ว่าราชการจังหวัดระบุว่าเส้นทางหลักสัญจรได้ [8] แต่ถนนในพื้นที่ของอำเภอบางปะอินและเสนาถูกน้ำท่วมระหว่างวันที่ 2-6 ตุลาคม [23] [7]
ไม่ใช่ Krap รวบรวมรายงานน้ำท่วมจากประชาชน และไม่ได้ออกประกาศเตือนภัยอย่างเป็นทางการหรือส่งหน่วยกู้ภัยออกปฏิบัติการ