5.44 m bank 8.91 m ล้นตลิ่ง 3.47 ม.
นครนายก มีรายงานน้ำท่วม 7 รายการ ไม่มีรายการที่มีรูปภาพ รายงานล่าสุดมาจาก Prachin.space บันทึกเมื่อ 7 ต.ค. 2026 13:00 ที่ ซอยสาริกา-นางรอง 16, อำเภอเมืองนครนายก
5.44 m bank 8.91 m ล้นตลิ่ง 3.47 ม.
นครนายก อัปเดต 13 ตุลาคม 2569: นครนายกยังคงเผชิญผลกระทบจากน้ำท่วมที่ค้างอยู่ใน 4 อำเภอ ได้แก่ ปากพลี เมืองนครนายก บ้านนา และองครักษ์ โดยข้อมูลล่าสุดระบุว่ามีประชาชนได้รับผลกระทบราว 53,490 ครัวเรือน ขณะที่ระดับน้ำทรงตัว ไม่ได้เพิ่มขึ้น จังหวัดถูกจัดอยู่ในการเตือนภัยของกรมอุตุนิยมวิทยาประจำวันที่ 13 ตุลาคม จากฝนฟ้าคะนองเป็นหย่อม ๆ และฝนตกหนักเฉพาะบางพื้นที่ ทำให้ความเสี่ยงน้ำท่วมฉับพลันและน้ำล้นตลิ่งยังคงมีอยู่ในชุมชนเชิงเขาและพื้นที่ต่ำ ทางการเรียกร้องให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ใกล้แหล่งน้ำปฏิบัติตามประกาศเตือนภัยของท้องถิ่น เนื่องจากน้ำท่วมที่ทรงตัวก็อาจก่ออันตรายได้ หากมีฝนตกเพิ่มเติม
ในบันทึกของ Krap จังหวัดนครนายกมีรายงานน้ำท่วมสาธารณะ 7 รายงาน ทั้งหมดเป็นค่าวัดระดับน้ำจากสถานีตรวจวัดแม่น้ำ ส่งเข้ามาระหว่างเวลา 14.00 น. ของวันที่ 6 ตุลาคม ถึง 00.00 น. ของวันที่ 8 ตุลาคม 2569 ตามเวลาประเทศไทย ไม่มีรายงานใดที่มีภาพถ่าย ความลึกเป็นเซนติเมตร หรือสถานะของถนน ภาพรวมเรื่องความลึกของน้ำและสภาพถนนด้านล่างจึงมาจากข้อมูลของหน่วยงานรัฐและสำนักข่าว มีรายงานจากอำเภอบ้านนาและอำเภอองครักษ์อย่างละ 1 รายงาน
น้ำท่วมเริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 26 กันยายน หลังเขื่อนขุนด่านปราการชลมีน้ำเกิน 100% ของความจุราว 224 ล้านลูกบาศก์เมตร จึงเปิดบานระบายน้ำล้นทั้ง 4 บาน แม่น้ำนครนายกล้นตลิ่งท่วมตำบลหินตั้ง สาริกา และศรีนาวา [1] ในรายงานสถานการณ์น้ำวันที่ 27 กันยายน นครนายกมีปริมาณฝนสูงสุดของภาคตะวันออก 274 มม. [2]
กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) รายงาน ณ เวลา 06.00 น. ของวันที่ 8 ตุลาคมว่า น้ำท่วม 4 อำเภอ 44 ตำบล 482 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 53,928 ครัวเรือน เสียชีวิต 4 ราย และระดับน้ำทรงตัว [3] เมื่อวันที่ 28 กันยายน จำนวนครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบอยู่ที่ 5,038 ครัวเรือน [4] และตัวเลขผู้เสียชีวิตปรากฏเป็นครั้งแรกในวันที่ 7 ตุลาคม
องครักษ์ยังเป็นอำเภอที่อยู่ในภาวะวิกฤต เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม ถนนหน้ามหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) องครักษ์ มีน้ำท่วมยาวกว่า 500 เมตร ลึกสุด 45 ซม. [5] และแปลงไม้ดอกไม้ประดับราว 3,200 เฮกตาร์จมน้ำมานานกว่า 6 วัน [6]
เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม เขื่อนขุนด่านปราการชลมีน้ำ 216 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 97% ของความจุ และระบายน้ำออกในวันนั้น 5.20 ล้านลูกบาศก์เมตร [7] คาดว่าจะมีฝนตกหนักระหว่างวันที่ 10-14 ตุลาคม [8] รายงานหนึ่งรายงานสะท้อนสถานการณ์ของจุดเดียวในเวลาเดียว และอำเภอที่ไม่มีรายงานไม่ได้แปลว่าถนนช่วงนั้นแห้ง
Krap AI เป็นแพลตฟอร์มฟรีที่พัฒนาขึ้นโดยอาสาสมัคร เพื่อสนับสนุนอนาคตด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ของประเทศไทย ใช้สนทนาทั่วไปได้ และอยู่ระหว่างการพัฒนาเพื่อให้พยากรณ์น้ำท่วมได้โดยประมวลผลข้อมูลเปิด ซึ่งเป็นขีดความสามารถสำคัญในการรับมือภัยพิบัติทางธรรมชาติอย่างน้ำท่วมในประเทศไทย
คุณสามารถสนทนากับ Krap AI เพื่อรับข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับอุทกภัยในนครนายก แม้ Krap AI จะใช้โมเดล AI ด้านน้ำท่วมของตนเองโดยเฉพาะ แต่ก็สามารถใช้โมเดล AI อื่นสำรองได้ในช่วงที่มีผู้ใช้งานหนาแน่น
ในบันทึกของ Krap จังหวัดนครนายกมีรายงานน้ำท่วมสาธารณะ 7 รายงาน ส่งเข้ามาระหว่างเวลา 14.00 น. ของวันที่ 6 ตุลาคม ถึง 00.00 น. ของวันที่ 8 ตุลาคม 2569 ตามเวลาประเทศไทย ทั้ง 7 รายงานเป็นค่าวัดระดับน้ำจากสถานีตรวจวัดแม่น้ำ แบ่งเป็นอำเภอเมืองนครนายก 5 รายงาน อำเภอบ้านนา 1 รายงาน และอำเภอองครักษ์ 1 รายงาน
ไม่มีรายงานใดที่มีภาพถ่าย ความลึกเป็นเซนติเมตร หรือสถานะของถนน ค่าที่วัดได้เป็นระดับน้ำที่สะพานหรือสถานีวัดน้ำ ไม่ใช่ความลึกของน้ำบนผิวถนน จึงตอบไม่ได้ว่ารถยนต์ผ่านได้หรือไม่
ไม่มีรายงานใดบันทึกความลึกเป็นเซนติเมตร ตัวเลขต่อไปนี้จึงมาจากข่าว ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพื้นที่อำเภอองครักษ์
สถานที่วันที่ความลึกของน้ำ ถนนรังสิต-นครนายกหน้า มศว องครักษ์ ระยะทางกว่า 500 เมตร [5]5 ตุลาคมลึกสุด 45 ซม. ถนนรังสิต-องครักษ์บางช่วง [9]5 ตุลาคมมากกว่า 50 ซม. แยก มศว องครักษ์ หลัง ปภ. ส่งข้อความเตือนทาง SMS [10]4 ตุลาคม ช่วงดึกมากกว่า 30 ซม. ทางเข้าวัดอรุณรังษี ตำบลบางลูกเสือ [11]7 ตุลาคม เวลา 13.22 น.40-60 ซม. และในบริเวณวัดราว 20 ซม. ชุมชนปฏิรูปที่ดิน หมู่ 8 ตำบลคลองใหญ่ [12]7 ตุลาคมเกือบ 1 เมตรในบางจุดที่ชุมชนหมู่ 8 ซึ่งอยู่ห่างจากถนนราว 1 กม. มีบ้านราว 50 หลังถูกน้ำท่วมมาแล้ว 12 วัน [12] บนทางหลวงหมายเลข 305 เมื่อวันที่ 30 กันยายน น้ำจากคลองท่วมผิวถนนลึกราว 5 ซม. ยาวราว 200 เมตร ที่ กม. 47+800 ซึ่งเจ้าหน้าที่กำลังก่อแนวกั้นและสูบน้ำอยู่
ไม่มีรายงานใดบันทึกสถานะถนน ภาพรวมของถนนจึงมาจากข้อมูลของหน่วยงานรัฐและสำนักข่าว เมื่อวันที่ 28 กันยายน รถเล็กผ่านทางหลวงหมายเลข 305 บางช่วงไม่ได้ ขณะที่ทางหลวงหมายเลข 2011 และ 33 ยังผ่านได้ [13] มีรายงานน้ำท่วมขังที่ทุ่งหมาหิว ย่านโกลบอลเฮ้าส์ และแยกบายพาสวัดสันตยาราม และรถโดยสารหลายสายที่ไปกรุงเทพฯ รังสิต สระบุรี และปราจีนบุรีหยุดวิ่งหรือลดเที่ยววิ่ง [13]
เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม กรมทางหลวงแจ้งว่า จุดที่มีรายงานผลกระทบในกลุ่มจังหวัดที่รวมนครนายกกลับมาสัญจรได้แล้ว [14] ต่อมาในช่วงดึกของวันที่ 4 ตุลาคม ที่สี่แยกไฟแดง มศว องครักษ์ บนทางหลวงหมายเลข 305 ปภ. เตือนว่าน้ำลึกกว่า 30 ซม. และรถเล็กผ่านไม่ได้ [10]
เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม แขวงทางหลวงนครนายกสร้างเส้นทางเลี่ยงยาวราว 1 กม. ตามถนนริมคลองหน้ามหาวิทยาลัย เพื่อให้รถเล็กเลี่ยงช่วงที่น้ำท่วม ส่วนรถประเภทอื่นยังใช้ถนนสายหลัก [15] ในวันที่ 7 ตุลาคม ถนนสายบางน้ำเปรี้ยว-องครักษ์ (ทางหลวงชนบท นย.3001) มีกระแสน้ำเชี่ยวท่วมทุกช่องจราจร และผิวถนนเป็นหลุมซ่อนอยู่ใต้น้ำ [11]
ปภ. ระบุว่าน้ำท่วมครบทั้ง 4 อำเภอ ได้แก่ ปากพลี เมืองนครนายก บ้านนา และองครักษ์ [3] เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม องครักษ์ถูกจัดเป็นพื้นที่วิกฤต บ้านนาและปากพลียังได้รับผลกระทบและอยู่ในการเฝ้าระวัง ส่วนอำเภอเมืองนครนายกคลี่คลายลงเมื่อน้ำลด
เวลา 20.00 น. ของวันที่ 26 กันยายน น้ำท่วมหลายพื้นที่ในอำเภอเมืองนครนายก รวมถึงทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 3049 ในตำบลหินตั้ง และสี่แยกประชาเกษมในตำบลสาริกา น้ำที่ระบายจากสปิลเวย์ของเขื่อนไหลมารวมกับน้ำป่าจากน้ำตกวังตะไคร้ น้ำตกนางรอง และคลองมะเดื่อ ในวันที่ 27 กันยายน น้ำเข้าท่วมเขตเทศบาลเมืองนครนายกและพื้นที่ตอนล่างของอำเภอเมือง [1]
เมื่อวันที่ 27 กันยายน น้ำป่าไหลบ่าเข้าท่วมโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า และโรงเรียนเตรียมทหารถูกน้ำล้อม [16] วันที่ 28 กันยายน มีผู้อยู่ในศูนย์พักพิงของตำบลศรีนาวามากกว่า 300 คน และนายก อบต. ระบุว่าความเสียหายมากกว่าอุทกภัยครั้งใหญ่ปี 2554 [17] ถึงวันที่ 5 ตุลาคม น้ำในเขตเมืองกลับสู่ภาวะปกติแล้ว
จังหวัดประกาศให้อำเภอองครักษ์เป็นเขตให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินเมื่อวันที่ 28 กันยายน และขอเรือผลักดันน้ำ ซึ่งกองทัพเรือจัดส่งให้ 30 ลำ [18] องครักษ์เป็นพื้นที่ลุ่มต่ำที่น้ำไหลมารวมกัน จึงกลายเป็นอำเภอที่น้ำขังนานที่สุด ผู้ว่าราชการจังหวัดมีหนังสือถึงกรมชลประทานเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม ขอให้งดระบายน้ำเข้าระบบคลอง 14, 15 และ 16 [19]
ชาวบ้านริมถนนที่แยก มศว องครักษ์ รื้อแนวกระสอบทรายออกเมื่อเวลาประมาณ 21.00 น. ของวันที่ 4 ตุลาคม โดยให้เหตุผลว่าแนวกระสอบดันน้ำย้อนเข้าบ้าน และเจ้าหน้าที่ถอนกำลังออกจากแยก [10] ในวันที่ 5 ตุลาคม มีการรื้อกระสอบอีกครั้ง [9] น้ำที่ท่วมขังเกือบ 15 วันเริ่มเน่าและส่งกลิ่นเหม็น และเกษตรกรหมู่ 10 ระบุว่าข้าวใกล้เก็บเกี่ยวเสียหายกว่า 40 ไร่ [5]
เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม รองนายก อบต. คลองใหญ่ระบุว่า น้ำท่วมทั้งตำบลคลองใหญ่ ประชาชนเดือดร้อนมากกว่า 2,000 ครัวเรือน หลายครอบครัวอยู่ในศูนย์พักพิง และยังไม่มีผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิตในตำบล [15] โรงพยาบาลองครักษ์ให้บริการได้เพียงบางส่วนในวันที่ 7 ตุลาคม [20] นายกรัฐมนตรีเอ่ยชื่อองครักษ์เมื่อวันที่ 6 ตุลาคมว่าเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ยังมีน้ำท่วมขังต่อเนื่องและบางเส้นทางถูกตัดขาด [21]
เมื่อวันที่ 28 กันยายน น้ำกำลังแผ่ขยายเข้าสู่พื้นที่ลุ่มต่ำ โดยเฉพาะบ้านนา ปากพลี และองครักษ์ [17] ปภ. ยังส่งข้อความเตือนภัยผ่านเซลล์บรอดแคสต์ไปยังตำบลพิกุลออก อาษา ทองหลาง และบางอ้อ ในอำเภอบ้านนา และตำบลทรายมูลในอำเภอองครักษ์ [22]
ที่อำเภอปากพลี ตำรวจตั้งโรงพักเคลื่อนที่ที่วัดเกาะกา ตำบลท่าเรือ เมื่อวันที่ 6 และ 7 ตุลาคม เพื่อให้เกษตรกรเลี้ยงปลาที่บ่อเสียหายขอใบแจ้งความไปใช้ประกอบการขอความช่วยเหลือและค่าชดเชยได้
เมื่อวันที่ 26 กันยายน ปริมาณน้ำในอ่างเกิน 100% ของความจุราว 224 ล้านลูกบาศก์เมตร จึงเปิดบานระบายน้ำล้นทั้ง 4 บานเพื่อระบายฉุกเฉิน [1] ถึงวันที่ 28 กันยายน น้ำในอ่างเกือบ 98% และเวลา 15.30 น. มีการเพิ่มระยะเปิดบานระบายจากราว 25 ซม. เป็น 50 ซม. [13] ขณะที่ลำดับเหตุการณ์ของรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยระบุว่า ในวันนั้นมีการลดระยะเปิดบานจาก 0.75 เมตรเป็น 0.50 เมตร [23]
เมื่อวันที่ 27 กันยายน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยขอให้หยุดระบายน้ำชั่วคราว [1] ลำดับเหตุการณ์ของเขาระบุว่า บานระบายถูกชะลอและปิดชั่วคราวราว 15.30 น. ก่อนเปิดใหม่ก่อน 17.00 น. ที่ 0.25 เมตร และเขากล่าวว่าหากระบายเต็มอัตราอาจทำให้บ้านนาและอำเภอใกล้เคียงถูกน้ำท่วมเกือบหนึ่งเดือน [23] อธิบดีกรมชลประทานยืนยันว่าในวันนั้นมีการชะลอการระบายและเปิดใหม่หลังได้รับข้อมูลความเสี่ยง [24]
เช้าวันที่ 29 กันยายน อ่างมีน้ำราว 219 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือราว 98% และการระบายผ่านสปิลเวย์ยังอยู่ที่ราว 150 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที [24] วันที่ 30 กันยายน กรมชลประทานปิดสปิลเวย์และเปลี่ยนไประบายผ่านโรงไฟฟ้า เมื่อน้ำอยู่ที่ราว 216 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 96% ตั้งแต่เวลา 08.30 น. ของวันที่ 1 ตุลาคม กรมยกบานระบายขึ้นราว 25 ซม. ระบายน้ำราว 70 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีก่อนฝนจะมา [25]
เวลา 08.00 น. ของวันที่ 6 ตุลาคม อ่างมีน้ำ 215.79 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 96% โดยเปิดบานระบายที่ 25 ซม. เพื่อพร่องน้ำก่อนฝนตกหนักระหว่างวันที่ 10-14 ตุลาคม [8] ตัวเลขรายวันจากตารางข้อมูลน้ำของประเทศมีดังนี้
วันที่ปริมาณน้ำในอ่างน้ำไหลเข้าในวันนั้นน้ำระบายออกในวันนั้น 5 ตุลาคม [26]214 ล้าน ลบ.ม. (96%)4.64 ล้าน ลบ.ม.3.66 ล้าน ลบ.ม. 6 ตุลาคม [27]216 ล้าน ลบ.ม. (96%)5.30 ล้าน ลบ.ม.3.77 ล้าน ลบ.ม. 7 ตุลาคม [28]216 ล้าน ลบ.ม. (96%)6.27 ล้าน ลบ.ม.6.12 ล้าน ลบ.ม. 8 ตุลาคม [7]216 ล้าน ลบ.ม. (97%)5.75 ล้าน ลบ.ม.5.20 ล้าน ลบ.ม.เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม เขื่อนเตือนว่าการยกบานระบายที่เพิ่มขึ้นอาจทำให้ระดับแม่น้ำนครนายกด้านท้ายน้ำสูงขึ้น [12] ตัวเลขปริมาณน้ำและความจุจากแต่ละแหล่งแตกต่างกันเล็กน้อย จึงระบุตามที่แต่ละแหล่งเผยแพร่
ตัวเลขของ ปภ. ในระดับจังหวัดเพิ่มจาก 5,038 ครัวเรือนเมื่อวันที่ 28 กันยายน เป็น 53,928 ครัวเรือนภายในวันที่ 4 ตุลาคม ส่วนจำนวนตำบลและหมู่บ้านก็เปลี่ยนไปเช่นกัน จาก 61 ตำบล 190 หมู่บ้าน เป็น 41 ตำบล 397 หมู่บ้านในวันที่ 30 กันยายน และเป็น 44 ตำบล 482 หมู่บ้านในเวลาต่อมา จำนวนตำบลและหมู่บ้านเปลี่ยนไปในแต่ละรายงาน จึงระบุตามที่แต่ละรายงานเผยแพร่
วันที่และเวลาครัวเรือนตำบลและหมู่บ้านระดับน้ำ 28 กันยายน เวลา 06.00 น. [4]5,03861 และ 190เพิ่มขึ้น 30 กันยายน เวลา 06.00 น. [29]28,02841 และ 397เพิ่มขึ้น 2 ตุลาคม เวลา 06.00 น. [30]49,01841 และ 416เพิ่มขึ้น 3 ตุลาคม เวลา 06.00 น. [31]49,01841 และ 416ยังเพิ่มขึ้น 4 ตุลาคม เวลา 15.11 น. [32]53,92844 และ 482ทรงตัว 6 ตุลาคม เวลา 06.00 น. [33]53,92844 และ 482ทรงตัว 7 ตุลาคม เวลา 06.00 น. [34]53,92844 และ 482ทรงตัว เสียชีวิต 4 ราย 8 ตุลาคม เวลา 06.00 น. [3]53,92844 และ 482ทรงตัว เสียชีวิต 4 รายรายงานวันที่ 7 ตุลาคมเป็นรายงานแรกที่ระบุจำนวนผู้เสียชีวิตในนครนายก โดยไม่ระบุสาเหตุ วันที่ หรือสถานที่เกิดเหตุของผู้เสียชีวิต 4 ราย [34] ยังไม่มีการเผยแพร่ตัวเลขผู้บาดเจ็บหรือผู้สูญหายของจังหวัด เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นในตำบลคลองใหญ่ระบุว่าไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บในตำบล
ในรายงานสถานการณ์น้ำเวลา 07.00 น. ของวันที่ 27 กันยายน นครนายกมีปริมาณฝนสูงสุดของภาคตะวันออก 274 มม. สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เตือนน้ำหลากและน้ำท่วมขังถึงวันที่ 30 กันยายนในพื้นที่เสี่ยง รวมถึงชุมชนที่เคยถูกน้ำท่วมซ้ำซาก [2]
เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม สทนช. ระบุว่าภาคตะวันออกโดยรวมกำลังลดลง แต่พื้นที่ตอนล่างยังต้องเฝ้าระวัง โดยเฉพาะองครักษ์ [35] วันที่ 4 ตุลาคม สทนช. ระบุว่าองครักษ์มีปัญหาการระบายน้ำ โดยโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษารังสิตใต้ และกรุงเทพมหานครต้องระบายน้ำไปพร้อมกัน ซึ่งต้องใช้เวลา [36]
ปริมาณฝนสะสม 24 ชั่วโมงเมื่อวันที่ 4 ตุลาคมอยู่ในระดับต่ำ คือ 30.4 มม. ที่คลองมะเดื่อต้นน้ำ และ 19.4 มม. ที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ส่วนจุดวัดอื่นส่วนใหญ่ต่ำกว่า 5 มม. คาดว่าจะมีฝนตกหนักระหว่างวันที่ 10-14 ตุลาคม [8]
แม่น้ำนครนายกไหลต่อผ่านจังหวัดปราจีนบุรีและแม่น้ำบางปะกงลงสู่อ่าวไทยที่จังหวัดฉะเชิงเทรา เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม ปภ. ระบุว่าน้ำส่วนหนึ่งของนครนายกไหลผ่านปราจีนบุรีไปยังแม่น้ำบางปะกง และจะเพิ่มความพยายามในการผลักดันน้ำออกจากตอนล่างของแม่น้ำ [37]
ค่ำวันที่ 6 ตุลาคม ที่ประชุมซึ่งมีรองนายกรัฐมนตรี ทรงศักดิ์ ทองศรี เป็นประธาน เห็นชอบแผนระบายน้ำตามเส้นทางดังกล่าว ตั้งแต่เขื่อนขุนด่านปราการชลไปจนถึงอ่าวไทย โดยใช้เรือของกองทัพเรือและเครื่องผลักดันน้ำของกรมชลประทาน รวม 130 ลำและเครื่องทั่วประเทศ ไม่ใช่จำนวนที่ส่งมายังนครนายก [38]
เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม กองทัพเรือย้ายเรือผลักดันน้ำ 10 ลำจากสะพานปรมาณูในนครนายกไปยังสะพานมอเตอร์เวย์ข้ามแม่น้ำบางปะกง [39] อธิบดี ปภ. กล่าวว่าการผลักดันน้ำเฉพาะจากต้นน้ำนครนายกยังไม่ได้ผลมากนัก จึงรวมกำลังไว้ที่ปากแม่น้ำ ซึ่งวันนั้นมี 40-50 ลำ และน่าจะเพิ่มเป็น 80 ลำ [40]
ที่ท้ายน้ำ มวลน้ำก้อนใหญ่จากองครักษ์ไหลลงคลองหกวาในอำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม และท่วมบ้านเรือนกว่า 400 หลัง [41] ชาวบ้านยังรื้อกระสอบทรายบริเวณรอยต่อองครักษ์-รังสิตถึง 2 ครั้ง ซึ่งกระสอบเหล่านั้นกั้นไม่ให้น้ำจากคลอง 15 ไหลเข้าคลองรังสิต [42] เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม นายกรัฐมนตรียังกล่าวว่าได้ส่งคนไปตรวจสอบกรณีชาวปราจีนบุรีและนครนายกกระทบกระทั่งกันจากการรื้อคันกั้นน้ำ ซึ่งรายงานไม่ได้ระบุสถานที่ [37]
ผู้ว่าราชการจังหวัดระบุเมื่อวันที่ 5 ตุลาคมว่า น้ำท่วมทำให้แปลงไม้ดอกไม้ประดับราว 3,200 เฮกตาร์ใน 3 ตำบลของอำเภอองครักษ์เสียหาย กระทบเกษตรกรกว่า 2,000 ราย แปลงเหล่านี้จมน้ำมานานกว่า 6 วัน และเกษตรกรที่หวังเก็บเกี่ยวดอกไม้ขายในเดือนถัดไปสูญเสียผลผลิต [6]
ที่หมู่ 10 อำเภอองครักษ์ ข้าวเสียหายกว่า 40 ไร่ [5] รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยระบุว่าสวนทุเรียนเป็นพื้นที่เกษตรด้านท้ายน้ำที่เสี่ยงหากเขื่อนระบายน้ำเต็มอัตรา [23] ยังไม่มีการเผยแพร่ตัวเลขพื้นที่เสียหายรวมของจังหวัดเป็นไร่
เมื่อวันที่ 28 กันยายน กองทัพเรือส่งเรือผลักดันน้ำ 30 ลำไปยังองครักษ์ โดยผู้ว่าราชการจังหวัดรับมอบ 10 ลำแรกในวันนั้นที่สะพานปรมาณู [18] เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม องคมนตรีมอบถุงพระราชทาน 1,000 ถุงให้ผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอองครักษ์ จากนั้นมอบถุงให้ผู้ประสบอุทกภัยที่วัดอรุณรังษี [43]
บริษัทสองแห่งร่วมกับเชฟปรุงอาหาร 2,000 กล่องที่แม็คโครสาขานครนายก และจัดถุงยังชีพให้ประชาชนในองครักษ์ [44] การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่น้ำท่วมในนครนายกเพื่อยกมิเตอร์ไฟฟ้าให้สูงขึ้น และขอให้ประชาชนแจ้งปัญหาที่หมายเลข 1129 [45]
เมื่อวันที่ 28 กันยายน การจ่ายเงินชดเชยรอผลการประชุมของจังหวัด [17] ยังไม่มีการเผยแพร่วงเงินเป็นบาทสำหรับนครนายก
กรมชลประทานกำลังพร่องน้ำในเขื่อนขุนด่านปราการชลก่อนฝนตกหนักที่คาดว่าจะมีระหว่างวันที่ 10-14 ตุลาคม [8] ประชาชนด้านท้ายน้ำได้รับแจ้งให้ติดตามสถานการณ์ เพราะการระบายน้ำอาจทำให้ระดับแม่น้ำนครนายกสูงขึ้น [12] โปรดตรวจสอบคำเตือนล่าสุดของกรมอุตุนิยมวิทยาสำหรับอำเภอของท่าน
แผนที่น้ำท่วมของ Krap แสดงรายงานแต่ละรายงานในนครนายกเป็นหมุด พร้อมสถานที่ เวลาที่ส่งรายงาน และระดับน้ำ ณ สถานีวัดนั้น ขณะนี้นครนายกยังไม่มีรายงานที่มีภาพถ่าย ความลึก หรือสถานะถนน จึงควรดูเวลาของแต่ละหมุดและอ่านข้อมูลสภาพถนนข้างต้นประกอบกัน
การค้นหาเส้นทางรับจุดเริ่มต้นและปลายทางในประเทศไทย แล้วแสดงถนนที่ขับเร็วที่สุดพร้อมเส้นทางสำรองสูงสุด 3 เส้นทางเมื่อมี โดยจะแสดงรายงานที่อยู่ห่างจากถนนที่เลือกไม่เกินราว 500 เมตร หากไม่มีรายงานปรากฏก็ไม่ได้แปลว่าถนนปลอดภัย
เวลา 20.00 น. ของวันที่ 26 กันยายน 2569 หลังเขื่อนเปิดสปิลเวย์และน้ำป่าไหลมาสมทบ [1]
องครักษ์ ซึ่งยังถูกจัดเป็นพื้นที่วิกฤตเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม โดยมีน้ำท่วมทางหลวงหมายเลข 305 บางช่วงในวันที่ 5 และ 6 ตุลาคม [5]
ปภ. นับได้ 53,928 ครัวเรือนใน 4 อำเภอ ณ เวลา 06.00 น. ของวันที่ 8 ตุลาคม 2569 [3]
ปภ. รายงานผู้เสียชีวิต 4 ราย เมื่อวันที่ 7 และ 8 ตุลาคม โดยไม่ระบุสาเหตุหรือสถานที่ [34]
ขึ้นอยู่กับถนนแต่ละสาย ที่แยก มศว องครักษ์ บนทางหลวงหมายเลข 305 น้ำลึกกว่า 30 ซม. ในช่วงดึกของวันที่ 4 ตุลาคม และรถเล็กผ่านไม่ได้ [10]
ยังระบายอยู่ โดยเมื่อวันที่ 8 ตุลาคมระบายน้ำ 5.20 ล้านลูกบาศก์เมตร และมีน้ำในอ่าง 216 ล้านลูกบาศก์เมตร [7]
เวลา 00.00 น. ของวันที่ 8 ตุลาคม 2569 ตามเวลาประเทศไทย
ไม่ใช่ Krap รวบรวมรายงานน้ำท่วมจากสาธารณะ ไม่ได้ออกคำเตือนอย่างเป็นทางการ และไม่ได้ส่งหน่วยกู้ภัย
แสดง 4 จาก 4
26.96 m bank 29.49 m ล้นตลิ่ง 2.53 ม.
23.68 m bank 26.49 m ล้นตลิ่ง 2.81 ม.
6.39 m bank 8.2 m ล้นตลิ่ง 1.81 ม.
5.33 m bank 8.81 m อัตราการไหล 53.2 m³/s · ล้นตลิ่ง 3.48 ม.